หลักการและเหตุผล

จากการปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้ 8 จังหวัด ทำให้ได้รับข้อมูลใหม่ๆของการเลี้ยงช้าง ปัจจุบันมีแนวโน้มการเคลื่อนย้ายช้างลงไปภาคใต้ของประเทศไทยค่อนข้างชัดเจน ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ประเด่นใหญ่คือการใช้งานเป็นหลัก ช้างสามารถทำงานลากไม้มีรายได้ค่อนข้างดี ผู้ที่มีฐานะดีพอจะซื้อช้างจึงหาซื้อมาเป็นของตัวเอง ทำให้ปัจจุบันราคาช้างที่ภาคใต้ค่อนข้างสูงมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความต้องการช้างอีก จากการซักประวัติ ช้างส่วนใหญ่จะมาจากทางภาคเหนือของประเทศไทย อาจเป็นเพราะว่าชาวกะเหรี่ยงขายช้างในราคาถูก ช้างที่มาจากภาคเหนือสมบูรณ์ แข็งแรง ถ้าเป็นช้างที่เคยลากไม้มาก่อนจึงเป็นที่ต้องการมาก ช้างที่ทำงานลากไม้ส่วนใหญ่เป็นช้างเพศผู้ เนื่องจากสามารถทำงานหนัก ลากไม้ได้จำนวนมาก ทำงานทนนานกว่าช้างเพศเมีย อดีตใช่ว่าภาคใต้จะไม่มีช้างเลี้ยง ภาคใต้ของไทยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีช้างป่าอยู่มากมาย เคยมีการขออนุญาตทำเพนียดคล้องช้างหลายครั้ง มีหมอช้างที่เก่งๆหลายคนที่เคยฝึกช้างเพื่อมาใช้งาน รวมทั้งคุณพระเศวตฯก็คล้องได้จากป่าภาคใต้ ผู้ที่ทำหน้าที่ฝึกพลายแก้วหรือคุณพระเศวตฯปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่ และก็ยังเลี้ยงช้างอยู่ มีช้างเชือกหนึ่งเคยเป็นช้างป่าที่คล้องมาจากป่าเดียวกันกับคุณพระเศวตฯ ตอนนี้ลูกชายเป็นผู้ดูแลช้างต่อและมีช้างเพิ่มขึ้นหลายเชือก จากการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ มีผู้นำกลุ่มคนเลี้ยงช้างในจังหวัดต่างๆ ที่รู้ความเคลื่อนไหวของช้างในกลุ่ม สามารถนัดช้างเพื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพ ทำทะเบียนประวัติได้ทุกเชือก ดังนี้
1. นายรีม ชุ่มช่วย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2. นายพิสิษฐ์ มณีอ่อน จังหวัดนครศรีธรรมราช
3. นายอรรถ สุวรรณภักดี จังหวัดพัทลุง
4. นายประภาส ชูศรี จังหวัดกระบี่
5. นายวิโรจน์ ปั้นทอง จังหวัดพังงา

ผู้นำกลุ่ม 5 คนรู้จักกันเป็นอย่างดี เคยทำงานร่วมกัน เคยซื้อขายช้างกัน แต่ละคนถือได้ว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มในแต่ละพื้นที่สามารถประสานงานไปยังเจ้า ของช้างทุกเชือกที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง มีใจรักช้าง ให้ความช่วยเหลือมูลนิธิช้างฯในการประสานงานเต็มที่ จากการปฏิบัติงานให้บริการสุขภาพช้างภาคใต้ทำให้ทราบจำนวนช้างคร่าวๆ ในแต่ละจังหวัดดังนี้
1. จังหวัดสุราษฎร์ธานี 76 เชือก
2. จังหวัดนครศรีธรรมราช 26 เชือก
3. จังหวัดพัทลุง 10 เชือก
4. จังหวัดตรัง 62 เชือก
5. จังหวัดสงขลา 17 เชือก
6. จังหวัดกระบี่ 43 เชือก
7. จังหวัดพังงา 105 เชือก

จากสถิติช้างภาคใต้ เมื่อเทียบกับการบริการตรวจสุขภาพและรักษาช้างป่วยเพียงปีละครั้ง คงจะไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง ปศุสัตว์ในแต่ละจังหวัดก็ต้องดูแลสัตว์หลายๆชนิด ช้างจะได้รับการดูแลเมื่อป่วยหนักเท่านั้น ยาส่วนใหญ่ชาวบ้านหาซื้อมาฉีดหรือให้ช้างกินเอง ซึ่งยาบางชนิดถ้าใช้ในปริมาณไม่เหมาะสม หรือใช้ผิดวิธีอาจก่อให้เกิดอันตรายกับช้าง ในการให้บริการตรวจสุขภาพช้างปี 2550 พบช้างลากไม้ที่เคยรับการตรวจสุขภาพในปีที่ผ่านๆมา 12 เชือก ช้างที่ได้รับการติดไมโครชิปใหม่ 7 เชือก มีช้างป่วย 11 เชือก อาการป่วยที่ตรวจพบส่วนใหญ่คือ แผลที่เกิดจากไม้ทิ่มแทง ในช้างบางเชือกไม่ได้รับการดูแลจนเป็นแผลเรื้อรัง อีกปัญหาที่พบได้บ่อยๆคือ อาการน้ำตาไหล ตาเริ่มเป็นฝ่า ถ้าไม่ได้รับการรักษา ตาจะขุ่นแล้วมองไม่เห็นในที่สุด ฝ่ายปฏิบัติการมูลนิธิช้างฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญข้อนี้ และคิดว่าถ้าหากสานความสัมพันธ์สร้างเครือข่ายคนเลี้ยงช้างภาคใต้ให้แน่น แฟ้นขึ้น ไม่ให้รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง โดยจัดตั้งเป็น ”โครงการสานสัมพันธ์ช่วยกันดูแลช้างใต้” ขึ้นมาเพื่อให้การดูแลทั้งช้าง เจ้าของช้าง และควาญช้าง ให้มีสวัสดิภาพในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น
จุดประสงค์

1. สร้างเครือข่ายคนเลี้ยงช้างภาคใต้ให้เข้มแข็งขึ้น และขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วภาคใต้
2. จัดอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพช้าง ตลอดจนการใช้ยาและเวชภัณฑ์เบื้องต้นในการรักษาช้าง
3. ยกระดับสวัสดิภาพช้างและสวัสดิภาพคนเลี้ยงช้างให้ดีขึ้น
4. พัฒนาฐานข้อมูลช้างภาคใต้สมบูรณ์ขึ้น
5. สร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มคนเลี้ยงช้างภาคใต้ว่ามีหน่วยงานที่ให้ความสำคัญ กับช้าง และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา
การตรวจเยี่ยมโครงการของฝ่ายปฏิบัติการ

1. เมื่อเริ่มโครงการจะต้องมีการจัดสถานที่เก็บยาและเวชภัณฑ์ ส่งมอบยาและเวชภัณฑ์ แฟ้มประวัติช้าง รวมทั้งเอกสารอื่นๆ และทำความเข้าใจกับผู้นำกลุ่ม เรื่องการส่งมอบยาจากมูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย การลงบันทึกเบิกจ่ายยาภายในกลุ่ม การย้ายเข้าย้ายออกของช้างในกลุ่ม รวมถึงการส่งรายงานในแต่ละเดือน
2. เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ เพื่อทำทะเบียนประวัติช้างใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ ถ่ายรูป ตรวจทานรหัสไมโครชิป และติดไมโครชิปในกรณีตรวจไม่พบ รวมทั้งสรุปผลการดำเนินโครงการ
การประเมินผลโครงการ

1. ดูการเบิกจ่ายยาว่ามีทั่วถึงในสมาชิกทุกเชือกหรือไม่
2. การติดต่อประสานงานระหว่างกลุ่ม เช่น มีการแลกเปลี่ยนยาและเวชภัณฑ์ในกรณีที่ยาบางชนิดของบางกลุ่มหมด มีการโอนย้ายข้อมูลในกรณีที่มีการซื้อขายช้าง
3. การพัฒนาความสัมพันธ์ในกลุ่ม เช่น มีการกระจายงานภายในกลุ่ม มีการช่วยเหลือกันเมื่อมีช้างเจ็บป่วย มีการจัดทำยาสมุนไพรใช้ภายในกลุ่ม ตลอดจนมีการรวมกลุ่มก่อตั้งชมรม หรือมูลนิธิต่อไปในที่สุด
4. ดูจากสวัสดิภาพเจ้าของช้าง ควาญช้าง และช้างมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือไม่
ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ

1. ปริมาณช้างป่วยลดลง
2. ช้างไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง เนื่องจากได้รับการรักษาอย่างท่วงที
3. เจ้าของช้าง และควาญช้างมีความรู้ ความสามารถในการใช้ยาและเวชภัณฑ์เบื้องต้น
4. มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น ฐานข้อมูลช้างจังหวัดกระบี่สมบูรณ์ 100 %
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. เครือข่ายคนเลี้ยงช้างมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น คอยให้ความช่วยเหลือกัน
2. เจ้าของช้าง ควาญช้างมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพช้าง
3. เจ้าของช้าง ควาญช้างมีความรู้ ความเข้าใจในการใช้ยาและเวชภัณฑ์เบื้องต้น
4. ช้างเลี้ยงมีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงดีขึ้นกว่าเดิม
5. ลดอัตราการสูญเสียช้างเนื่องจากขาดเวชภัณฑ์ในการรักษาพยาบาล
6. ทำให้ฐานข้อมูลช้างภาคใต้สมบูรณ์ขึ้น รู้จำนวนช้างที่แน่นอน ตลอดความเคลื่อนไหวของช้างทุกกลุ่ม
7. สร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มคนเลี้ยงช้างภาคใต้ได้ว่ามีหน่วยงานที่ให้ความ สำคัญกับช้าง และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา
8. เป็นการรวบรวมกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ของผู้มีจิตเมตตาต่อช้างและเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ช้างของ ประเทศไทยไว้เข้าด้วยกันและก่อประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างสัมฤทธิผล