โครงการอนุรักษ์ช้างไทยในชายแดนมีวัตถุประสงค์หลักในการอนุรักษ์ช้างในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดของลูกช้างสูง แต่เนื่องจากความต้องการในตัวลูกช้างซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าต่อตัวสูงถึง 800,000-1,000,000 บาท นั้นสูงมาก เพื่อนำมาเดินเร่ร่อน หรือใช้งานในธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้เกิดการซื้อขายลูกช้างที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปีจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมากต่อปี ซึ่งในการนำลูกช้างออกมาใช้งานก่อนอายุ 3 ปีนับว่าเป็นเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะทำให้เกิดการสูญเสีย จากการที่ร่างกายไม่แข็งแรง อ่อนแอ ไวต่อการติดโรค ระบบโครงสร้างร่างกายไม่แข็งแรงเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บและพิการ ที่สำคัญสุดคือตาย ด้วยเหตุนี้โครงการดังกล่าวจึงอาศัยแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงลูกช้างและจูงใจให้ขยายพันธุ์ช้างในชายแดนจังหวัดตากเพื่อลดอัตราการสูญเสียซึ่งเกิดจากการซื้อขายลูกช้างก่อนอายุ 3 ปี และให้ลูกช้างได้ถูกเลี้ยงดูอยู่กับแม่ในพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างถูกวิธี รวมทั้งเป็นการชักจูงให้เกิดความสนใจในการขยายพันธุ์ช้างในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย โดยโครงการดังกล่าวใช้เวลาในการดำเนินงานทั้งสิ้น 4 ปี โดยมีการติดตามผลเป็นประจำทุก 3 เดือน

สำหรับเหตุผลที่ไม่ควรใช้งานลูกช้างก่อนอายุ 3 ปีนั้นเป็นเพราะว่า โดยปกติแล้วตามธรรมชาติลูกช้างจะหย่านมที่อายุ 3-4 ปีซึ่งการที่ช้างได้ถูกเลี้ยงดูจากแม่จนถึงช่วงหย่านมจะทำให้ลูกช้างได้รับภูมิคุ้มกันที่ถ่ายถอดจากแม่ช้างเต็มที่ ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน จึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ทนทานต่อโรค มีระบบโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรง นอกจากนี้แล้วระบบประสาทยังพัฒนาจนพร้อมจะสามารถรองรับการเรียนรู้ และการฝึกฝนได้ดี ซึ่งหากมีการนำช้างมาใช้ก่อนอายุ 3 ปีสิ่งที่ตามมาคือ ระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงไวต่อการเกิดโรค โดยในปัจจุบันการติดเชื้อเฮอร์ปีส์ไวรัสที่มักสร้างปัญหาในช้างอายุน้อยโดยเฉพาะลูกช้างที่ไม่แข็งแรงนั้นมีความรุนแรงมากสามารถทำให้ลูกช้างตายได้ในระยะเวลารวดเร็ว และการที่ไม่ได้รับน้ำนมจากแม่ช้าง ภาวะโภชนาการจึงไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในส่วนของกระดูก จึงทำให้ลูกช้างที่ถูกนำมาใช้งานก่อนอายุ 3 ปีมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูป และอาจร้ายแรงถึงขั้นแตกหักได้

โดยหลักการในการดำเนินโครงการจะปฏิบัติงานโดยวิธีการให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกช้างที่มีอายุแรกเกิดถึงอายุ 3 ปี และตรวจดูแลสุขภาพจากสัตวแพทย์เป็นประจำ เป็นการลดภาระในการเลี้ยงดูลูกช้าง ซึ่งจะทำให้การขายลูกช้างออกมาจากพื้นที่ก่อนวัยอันสมควรลดลง ซึ่งเมื่อเจ้าของช้างมีภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกช้างลดน้อยลงจะทำให้เกิดแรงจูงใจในการเพาะขยายพันธุ์ขึ้นมาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ในเชิงปริมาณ ในระหว่างดำเนินโครงการจะมีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงวิชาการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ต่อไป

จากการดำเนินโครงการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลในการลดอัตราการสูญเสียของลูกช้างในช่วงอายุที่ต่ำกว่า 3 ปีลดลงชัดเจน รวมทั้งไม่มีการซื้อขายลูกช้างที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปีในพื้นที่ดำเนินโครงการ และตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี คาดว่าจะมีลูกช้างที่เกิดใหม่ไม่น้อยกว่า 40 เชือก ซึ่งหากคิดจากมูลค่าประมาณเชือกละ 1,000,000 บาท นับว่าโครงการนี้จะสร้างมูลค่าทรัพยากรช้างเลี้ยงในเชิงอนุรักษ์สูงถึง 40,000,000 บาท นอกจากนี้แล้วยังส่งผลทางอ้อมอีกหลายประการด้วยกัน อาทิเช่น เป็นการดึงให้ช้างได้อยู่ในพื้นที่ไม่ต้องถูกซื้อออกมาเพื่อใช้งานเดินเร่ตามเมืองใหญ่ ซึ่งเทียบกับสภาพพื้นที่ที่ดำเนินโครงการแล้ว นับว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมในการดำรงชีวิตของช้างมากกว่าอย่างชัดเจน ซึ่งผลที่เกิดกับช้างคือช้างที่อยู่ในโครงการจะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์จากการได้อยุ่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และจากการได้รับการดูแลที่ดี นอกจากนี้ประโยชน์ทางอ้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การกระตุ้นให้มีการผสมพันธุ์ช้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประชากรช้างที่ลดน้อยลงได้เป็นอย่างดี และข้อมูลเชิงวิชาการต่างๆที่ได้รับจากการดำเนินโครงการยังสามารถนำไปใช้ในการวางแผนเพื่อทำการอนุรักษ์ต่อไปได้อีกด้วย

โครงการอนุรักษ์ช้างไทยในชายแดนใช้งบประมาณในการดำเนินงานตลอดระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 10,868,000 บาท โดยสามารถแจงการใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินในแต่ละปีดังต่อไปนี้

    ปีที่ 1 ใช้งบประมาณ 3,493,000 บาท
    ปีที่ 2 ใช้งบประมาณ 2,450,000 บาท
    ปีที่ 3 ใช้งบประมาณ 2,450,000 บาท
    ปีที่ 4 ใช้งบประมาณ 2,450,000 บาท