พิทยา หอมไกรลาศ

1. สภาพทางภูมิศาสตร์

ตากลางเป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดสุรินทร์ มีพื้นที่ราว 1 ตารางกิโลเมตร อยู่ในเขตการปกครองของ ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ตากลางตั้งอยู่บนเนินที่มีลักษณะลาดเอียงไปทางทิศเหนือจนจรดบริเวณที่ลำน้ำชีไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูลที่เรียกว่า "วังทะลุ" ตากลางจึงเป็นหมู่บ้านที่มีความอุดมสมบรณ์ ทั้งทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าโดยพื้นที่ลาดต่ำที่ใกล้น้ำจะมีลักษณะเป็นกุดเป็นหนอง มีป่าปุ่งทาม (ป่าที่น้ำท่วมถึง) ที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งเลี้ยงช้าง รวมถึงเป็นแหล่งอาหาร นอกจากนี้ตากลางยังมีป่าเต็งรังผืนใหญ่สองผืนขนาบอยู่สองด้าน ป่าทางทิศตะวันออกชาวบ้านเรียกว่า "ดงสายทอ" มีพื้นที่ประมาณ 12,968 ไร่ และป่าที่อยู่ทางด้านตะวันตกเรียกว่า "ดงภูดิน" มีพื้นที่ประมาณ 6,480 ไร่

อาณาเขต

บ้านตากลางมีพื้นที่ติดต่อกับหมู่บ้านใกล้เคียงหลายหมู่บ้านเป็นบ้านพี่บ้านน้อง โดยมีบ้านหนองบัว บ้านตาทิย์ และบ้านภูดินอยู่ทางทิศตะวันตก มีบ้านหนองอีคูณ บ้านศาลาอยู่ทางทิศตะวันออก บ้านจินดา และบ้านกระโพ อยูทางทิศใต้ ส่วนด้านทิศเหนือจะเป็นพื้นที่ทำนาของหมู่บ้านจนจรดป่าทาม ส่วนฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำมูล เป็นบ้านยางบ่อพิรมย์ บ้านผักบุ้ง ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชมพลบุรี ฝั่งตรงข้ามข้ามบำชี คือ บ้านตราด ตำบลท่าม่วง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

ภูมิอากาศ

ตากลางและหมู่บ้านใกล้เคียงมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้นเพราะได้รับอิทธิพลจากมรสุมที่พัดประจำเป็นฤดูกาล 2 ชนิด ลมที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาวเรียกว่าลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะพัดเอาความหนาวเย็นมาจากประเทศจีน ทำให้พื้นที่ประสบความหนาวเย็นและแห้งแล้ง ส่วนมรสุมอีกชนิดหนึ่งคือมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมนี้จะพัดเอาฝนและความชุ่มชื้นจากมหาสมุทรอินเดียเข้ามาสู่พื้นที่ แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศซึ่งมีเทือกเขาเพชรบูรณ์ และเทือกเขาดงพญาเย็นเป็นอุปสรรค ทำให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาได้ไม่สะดวก ทำให้ตากลางมีฝนตกน้อยเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนทั้งปีประมาณ 1,298 มิลลิเมตร โดยฝนส่วนใหญ่เป็นฝนจากดีเปรสชั่นซึ่งเคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนตอนใต้ผ่านประเทศเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ดังนั้นในปีใดมีดีเปรสชั่นเข้ามามากปีนั้นน้ำในแม่น้ำมูลและลำชีก็จะมาก

อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีของตากลาง ประมาณ 27 องศาเซลเซียส และจะมีอากาศร้อนที่สุดในเดือนเมษายนประมาณ 40 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 6 องศาเซลเซียสในเดือนมกราคม ส่วนลมหนาวที่พัดผ่านจะมีในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ตั้งแต่ปลายฤดูฝนถึงปลายฤดูหนาวพัดมาจากิทศตะวันออกเฉียงเหนือ มีกำลัง ลมประมาณ 6-7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนลมร้อนจะพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่ฤดูร้อนถึงฤดูฝนราวเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม กำลังลมประมาณ 6-7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การคมนาคม

เนื่องจากหมู่บ้านตากลางตั้งอยู่ในพื้นที่กึ่งกลางสามอำเภอของสองจังหวัดคือ อำเภอท่าตูมและชุมพลบุรี เขตจังหวัดสุรินทร์ กับอำเภอสตึก เขตจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยว ทำให้ตากลางมีเส้นทางเข้าออกหลายทิศทาง เช่น หากเดินทางมาจากบุรีรัมย์ก็จะใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2379 มาที่อำเภอสตึกแล้วแยกไปทางบ้านยางน้ำใส ผ่านบ้านโนนมะงา ตรงไปจนถึงบ้านตราด แล้วข้ามลำน้ำชีเข้าสู่อำเภอท่าตูม ผ่านบ้านหนองบัวไปอีกราว 2 กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านตากลาง แต่เส้นทางนี้รถประจำทางมีน้อยจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มี่รถส่วนตัวหรือผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทยซึ่งมีบินทุกวันโดยบินมาลงที่สนามบินสตึก แล้วต่อรถเช่าเหมาเข้ามายังบ้านตากลาง

 แต่ถ้าเดินทางมาจากตัวจังหวัดสุรินทร์สามารถใช้ทางหลวงสายหลักหมายเลข 214 ที่เชื่อมจังหวัดสุรินทร์กับอำเภอท่าตูม เมื่อมาถึงบ้านหนองตาด ตรงหลักกิโลเมตรที่ 36 เลี้ยวซ้ายผ่านบ้านบะ บ้านกะโพ และบ้านจินดา จนถึงบ้านตากลางรวมระยะทางจากตัวจังหวัดถึงบ้านตากลาง 56 กิโลเมตร เส้นทางนี้สามารถนั่งรถโดยสารจากสถานีขนส่งจากตัวจังหวัดมาต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างที่บ้านหนองตาดเข้าไปหรือจะนั่งรถสองแถวประจำหมู่บ้านจากสถานีขนส่งที่ตัวจังหวัดตรงมาที่บ้านตากลางเลยก็ได้ เพียงแต่วันหนึ่งจะมีรถเพียง 4 เที่ยว และเวลาเข้าออกไปค่อยแน่นอนนัก ดังนั้นถ้าใช้บริการรถเช่าเหมาหรือรถส่วนตัวก็จะสะดวกกว่า

นอกจากนี้บ้านตากลางยังมีถนนเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งที่เป็นถนนลาดยาว ถนนคอนกรีต และถนนลูกรัง ส่วนการเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์นั้นสามาถเดินทางได้ทั้งเครื่องบิน รถไฟ และรถบัสปรับอากาศ ซึ่งอย่างหลังมีบริการวันละหลายเที่ยวจากหลายบริษัท

2. ประวัติชุมชน

ราษฎรส่วนใหญ่ของบ้านตากลางคือ ชนชาวกวยซึ่งในประวัติศาสตร์ชาวกวยได้เข้ามาตั้งรกรากกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้มาเป็นเวลาช้านาน โดยได้เคยช่วยจัดเตรียมช้างที่ใช้ในการรบและเข้าร่วมรบกับกองทัพไทยหลายครั้ง ในปี พ.ศ.2302 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตรงกับรัชสมัยพระบรมราชาที่ 2 คือพระที่นั่งสุริยามรินทร์ได้มีบันทึกในพงศาวดารว่า เกิดเหตุการณ์ช้างเผือกแตกโรง หนีขึ้นไปทางแขวงเมืองพิมาย ชาวกวยแทรกโพนช้างแถบดงใหญ่ได้ช่วยคล้องจับช้างเผือกส่งคืน ทำให้หัวหน้าชุมชนมีความดีความชอบได้รับการปูนบำเหน็ดให้เป็นเจ้าเมืองหลายคน รวมทั้งเจ้าเมืองสุรินทร์คือแรกคือเชียงปุม (พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง) และเชียงสง เจ้าเมืองลีง ปัจจุบันเมืองลีงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากบ้านตากลางประมาณ 20 กิโลเมตร อีกทั้งชาวเมืองลีงมีภาษาพูดสำเนียงเหมือนกับชาวบ้านตากลางจึงเชื่อว่าชาวกวยบ้านตากลางก็คือลูกหลานชาวกวยที่เคยช่วยกรุงศรีอยุธยาจับช้างเผือกในครั้งกระโน้น และจากปากคำผู้สูงอายุหลายท่านที่บ้านตากลางต่างก็กล่าวว่าปู่ย่าตายายของท่านก็อาศัยอยู่ในบ้านตากลางมาตลอด จึงเชื่อว่าหมู่บ้านตกลางน่าจะมีอยุประมาณสามชั่วอายุคน คือประมาณ 150-250 ปีในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์

ส่วนชื่อหมู่บ้านสันนิษฐานกันว่ามาจากทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านซึ่งอยู่ตรงกลางพื้่นที่ป่าสงวนสองป่า หรือไม่ก็มาจากชื่อหัวหน้าชุมชนผู้ก่อตั้งหมู่บ้านที่ชื่อ "ตากลาง" ซึ่งอันหลังนี้น่าจะมีความเป็นไปได้สูงเนื่องจากคนสมัยก่อนนิยมใช้ชื่อเจ้าของบ้านหลังแรกเป็นชื่อหมู่บ้านทั้งดงสองดงข้างหมู่บ้านในอดีตก็น่าจะเป็นดงเดียวกันเพราะอยู่ใกล้กันมาก

ชาติพันธุ์

 รูปร่างหน้าตาของชาวบ้านตากลางปัจจุบันคล้ายกับชาวไทยทางภาคอีสานทั่วไป แต่ก็ยังมีเค้าโครงเชื้อสายจากบรรพบุรุษในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่นักมนษย์วิทยาศึกษาไว้ปรากฏอยู่บ้าง โดยนักมนุษย์วิทยาเชื่อว่ามนุษย์ตระกูลออสโตรลอยด์ซึ่งมีรูปร่างเตี้ย จมูกแบน ผิวดำ ผมหยิก ริมฝีปากหนา ซึ่งอาศัยอยู่ตามเกาะแก่งทางภาคใต้ของทวีปเอเชียคือบรรพบุรุษหลักของชาวกวยแห่งบ้านตากลางในปัจจุบัน แต่เนื่องจากเงื่อนไขทางสภาพภูมิศาสตร์ การเศรษฐกิจและการสงครามตลอดจนภัยทางธรรมชาติ ทำให้เกิดการอพยพและถ่ายเททางพันธุกรรมระหว่างมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์็ที่อาศัยอยู่ในบริเวณตอนบนขของทวีปซึ่งมีผิวขาวผมเหยียดตรงกับกลุ่มที่อยู่ทางใต้ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวกวย ดังนั้นหากดูกันผิวเผินและไม่ได้ยินการใช้ภาษากวย ก็ยากที่จะแยกแยะว่าชาวตากลางคนไหนเป็นคนไทยเชื่อสายกวย

3. ภาษา

ตากลางเป็นหมู่บ้านหลายภาษาคือมีทั้งภาษาที่สื่อสารระหว่างคนและภาษาที่เกี่ยวกับช้าง ดังนั้นสมาชิกของบ้านตากลางจึงถือเป็นผู้รู้ทางภาษาที่หาตัวจับยาก ทั้งนี้เนืิ่องจากพื้นที่ใกล้เคียงมีชาวไทยเชื้อสายเขมรและลาวปนอยู่มาก ทำให้ชาวบ้านตากลางสามารถพูดด้หลายภาษาคือภาษากวย ภาษาเขมร ภาษาลาว และภาษาไทยกลาง ซึ่งเป็นภาษาราชการ แต่สำหรับภาษากวย นั้นถือเป็นภาษาหลักของชาวบ้านตากลาง ภาษวกวยนั้นมีเฉพาะภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน ซึ่งนักภาษาศาสตร์ได้จัดภาษากวยไว้ในตระกูลออสโตรเอเชียติก และอยู่ในตระกูลย่อยกลุ่มมอญเขมร ภาษากวยเป็นภาษาที่มีพยางค์สองลักษณะคือพยางค์ที่มีสระเสียงก้องคือใช้ลมเปล่งขึ้นมาขณะพูดและพยางค์ที่มีสระเสียงธรรมดา ลักษณะการเปล่งเสียงสระสองแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความไพเราะทางโสตประสาทเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้แยกความหมายของคำออกจากกันได้ ซึ่งแตกต่างจากคำไทยที่ใช้วรรณยุกต์ในการแยกความหมายของคำ ภาษากวยที่น่ารู้นั้นมีอยู่มากเช่น คำว่า "กวย" แปลว่า คน "เจียง" แปลว่า ช้าง "จ่าโดย" แปลว่า กินข้าว ส่วนภาษาที่ใช้ทักทายกันชาวกวยจะไม่พูดสวัสดุ แต่จะทักทายกันว่า "จูลูนา" แปลว่า ไปไหนมา แต่นอกจากนี้ภาษาที่สำคัญมากอีกภาษาหนึ่งของตากลางคือภาษาที่เกี่ยวกับช้าง เช่นภาษาคำสั่งต่างๆ และภาษาที่ช้างสื่อออกมา ภาษาคำสั่งที่ใช้กับช้างเช่น "ฮาว" แปลว่า หยุด "ดูน" แปลว่า ให้ช้างถอยไป ฯลฯ ส่วนเสียงที่ช้างส่งออกมานั้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนในหมู่บ้านช้างได้เข้าใจความรู้สึกของเจ้าของเสียง เช่น เสียง "แป้วว์" (ออกเสียงลากหางยาว) ช้างจะส่งเสียงนี้แทนความรู้สึกกลัวมากหรือตกใจมาก หลังจากเสียงนี้ดังขึ้นชาวตากลางจะเตรียมพร้อม เพราะหมายถึงช้างจะเตลิดวิ่ง ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

นอกจากนี้กิริยาซึ่งช้างแสดงออกก็สามารถบอกความรู้สึกของช้างและบอกสภาพร่างกายของช้าวได้ เช่นเมื่อเข้าหาช้างที่โบกหูแก่วงหางไปมากลับยืนนิ่งแล้วกางหู แสดงว่าช้างไม่ยินดีต้อนรับ และอาจทำรายได้หากเข้าใกล้ ซึ่งกิริยาเหล่านี้จะได้กล่าวให้ละเอียดในบทที่เกี่ยวกับการเลี้ยงช้าง

4. ลักษณะชุมชน

เนื่องจากตากลางเป็นชุมชนที่ราษฎรมีอาชีพเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะมีช้างมาก ตากลางจึงค่อนข้างโดดเดี่ยวตัวเองห่างไกลจากชุมชนเมืองเพื่อสะดวกต่อการเลี้ยงช้าง แต่ปัจจุบันตากลางได้รับความสนใจและได้รับงบพัฒนามากกว่าหมู่บ้านในระแวกใกล้เคียงเนื่องจากช้างของหมู่บ้านตากลางได้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสุรินทร์และประเทศไทยในเรื่องการท่องเที่ยวจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ทุกวันนี้ตากลางจึงมีถนนเข้าออกได้หลายสาย มีประปาหมู่บ้าน มีโทรศัพท์และสถานบริการน้ำมันรวมทั้งโรงเรียนอีก 2 โรง สถานีอนามัย 1 แห่ง วัด 1 แห่ง สำนักสงฆ์อีก 2 แห่ง

โดยศูนย์กลางของหมู่บ้านจะอยู่บนโคก (เนิน) มีบ้านเรียงรายอยู่ตามแนวถนนสายหลักของหมู่บ้านซึ่งมีอยู่ 3 สาย โดยบ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่มีใต้ถุนสูง บ้านที่มีช้างจะมีส่วนหน้าบ้านที่ใช้เป็นโรงช้าง ซึ่งจะยกหลังคาสูงราว 4 เมตร เพื่อใช้ผูกช้างยามค่ำคืน ส่วนใต้ถุนบ้านจะแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นส่วนๆ เพื่อใช้เป็นคอกสัตว์ โรงเลี้ยงไหม ทอผ้าและเก็บอุปกรณ์ทำนา ส่วนบ้านที่มีฐานะเป็นหมอช้างจะจัดสร้างศาลประกรรม ลักษณะเป็นหอไม้ 4 เสาหันหน้าไปทางทิศเหนือ หอนี้จะใช้เป็นที่เก็บหนังประกรรมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านตากลางนับถือ นอกจากนี้บ้านไหนที่มีนาก็จะสร้างยุ้งฉางไว้เก็บข้าวเปลือกไว้ใกล้ๆ บ้าน เพื่อสะดวกในการนำมาใช้

ส่วนบนบ้านในแต่ละหลังจะยกพื้นเป็นสองระดับ โดยส่วนบนจะมีฝากั้นใช้เป็นที่หลับนอนของพ่อแม่และลูกที่ยังเล็กหรือลูกสาว ส่วนที่เปิดโล่งจะจัดเป็นที่พักผ่อนหลับนอนของลูกชายโดยพื้นที่ต่ำกว่าจะใช้เป็นที่ประกอบอาหาร และเก็บของซึ่งไม่ควรเก็บไว้ใต้ถุนและที่แปลกก็คือ บ้านกวยโบราณแท้ๆ จะไม่มีหน้าต่าง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสังคมเลี้ยงช้างมีข้อห้ามมากมายโดยเฉพาะยามที่ผู้ชายออกไปคล้องช้างป่า การสร้างให้มิดชิดนี้มีส่วนช่วยให้ปัญหาเรื่องชู้สาวน้อยลง นอกจากนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้านเนื่องจากในสมัยโบราณป่ารอบๆ หมู่บ้านมีสัตว์ร้ายชุกชุมอีกทั้งเพื่อเป็นการป้องกันโจรลักขโมย

แต่เนื่องจากสภาพภายนอกของชุมชนที่สามารถสัมผัสความแตกต่างได้ด้วยสายตาแล้ว ตากลางยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นวิถีชุมชนซึ่งอยากจะสังเกตุเห็นด้วยสายตา นั่นคือความเชื่อของคนในชุมชน เช่นความเชื่อเกี่ยวกับผีประกรรม การใช้เวทมนต์ คาถา และข้อห้ามข้อละลำต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง ดังนั้นในการเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านจึงควรจะระมัดระวังทั้งคำพูด การแต่งกาย และการกระทำ ทั้งนี้เพื่อให้เกียรติชาวตากลางและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดต่อข้อห้ามต่างๆ

ลักษณะของสังคมตากลาง

บ้านตากลางแม้จะเป็นหมู่บ้านที่มีโครงสร้างจากสังคมคนเลี้ยงช้าง ผู้สือบทอดวิชาคชศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ลึกลับ แต่ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในหมู่บ้านนั้น ยังคงมีลักษณะของสังคมช่วยเหลือ ที่สมาชิกจะเกื้อกูลกันเช่นสังคมไทยทั่วไป โดยสมาชิกในครัวเรือนจะประกอบด้วยคนหลายวัย ผู้มีอาวุโสกว่าจะเป็นผู้ชี้นำผู้ที่อ่อนกว่า โดยต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน สตรีชาวกวยจะมีหน้าที่ดูแลความสะอาดเรียบร้อยของบ้านช่อง และดูแลเรื่องเครื่องนุ่งหุ่มของคนในครอบครัว ซึ่งสตรีชาวกวยจะได้รับการฝึกหัดให้รู้จักการปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม และการทอผ้าในทุกขั้นตอนมาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนผู้ช่วยก็จะทำงานที่ใช้แรงงานเช่นปั้นแต่งคันนา ล่าสัตว์หาอาหาร ขุดบ่อน้ำ จักสานเครื่องใช้ในครัวเรือน หรือศึกษาเกี่ยวกับการดูแลเลี้ยงช้าง แต่ในยามจำเป็นไม่ว่าเด็กชายเด็กหญิงคนหนุ่มสาวหรือคนแก่ก็จะลงแรงช่วยเหลือกัน เช่น ไถนา ดำนา หรือเกี่ยวข้าวเพราะเป็นงานที่ต้องทำแข่งกับเวลา ซึ่งลักษณะสังคมแบบนี้ทำให้ชาวบ้านตากลางที่เป็นกลุ่มเครือญาติมักจะปลูกบ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน และที่น่านใจคือคนในหมู่บ้านตากลางจะมีนามสกุลซ้ำๆ กัน โดยมีนามสกุล "ศาลางาม" และนามสกุล "จงใจงาม" เป็นสกุลใหญ่ของหมู่บ้าน

การปกครอง

จากสถิติของ อ.บ.ต.กระโพ ในปี พ.ศ. 2543 บ้านตากลางมีประชาชนอาศัยอยู่ทั้งหมด 201 หลังคาเรือน และมีประชากรทั้งหมดจำนวน 1200 คน แบ่งการปกครองเป็นสองหมู่บ้านคือ ตากลาง หมู่ 9 และ ตากลางหมู่ 13 มีช้างรวมทั้งหมด 124 เชือก

โดยการปกครองหมู่บ้านปัจจุบันมีตัวแทนที่ได้รับเลือกในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขลูกบ้าน และคอยประสานความร่วมมือระหว่างราชการกับชุมชนในฐานะสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ แต่นอกจากผู้ใหญ่บ้านแล้ว ชาวตากลางที่เลี้ยงช้างยังคงให้ความเคารพและเชื่อฟังกรรมหลวงหรือครูบาใหญ่ ซึ่งเป็นหมอช้างอาวุโส โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับช้างเช่นเดียวกับในสมัยโบราณ ทั้งนี้เพราะกรรมหลวงนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องการจับช้างป่าเป็นอย่างดี มีประสพการณ์สูงในการจับช้าง มีความรู้เรื่องเวทมนต์ คาถาอาคม และพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง ทีสำคัญชาวกวยเลี้ยงช้างถือว่ากรรมหลวงคือผู้ได้รับมอบอำนาจเต็มจากพระครู (พราหมณ์พฤก์บาศก์) ให้สมารถกระทำพิธีกรรมาศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างได้ กรรมหลวงจึงเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งที่ชาวกวยเลี้ยงช้างทุกคนในหมู่บ้านเคารพยำเกรง ปัจจุบันกรรมหลวงที่ชาวบ้านตากลางให้ความเคารพนับถือได้แก่ กรรมหลวงเภา แสนดี แห่งบ้านกระโพ กรรมหลวงมาก สุขศรี แห่งบ้านศาลา

การแต่งกาย

บ้านตากลางเป็นหมู่บ้านที่มีวัฒนธรรมการแต่งกายที่สวยงาม โดยผู้ชายชาวกวยนิยมนุ่งโสร่ง ส่วนผู้หยิงนิยมนุ่งผ้าซิ่นและที่สำคัญโสร่งกับผ้าซิ่นของชาวตากลางจะทอขึ้นจากไหมที่เลี้ยงกันในครัวเรือน โดยผู้ที่ตัดเย็บจะมีอยู่หลายชนิดตามแต่ประโยชน์ใช้สอยมีทั้งสีดำ สีแดง สีเม็ดมะขามา สีเหลือบทอง ฯลฯ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวจะเลือกใช้ตามแต่โอกาส อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมการแต่งกายจากภายนอกก็ได้แทรกเข้ามาในหมู่บ้านตากลางเช่นกัน ซึ่งทำให้ในทุกวันนี้ชาวตากลางโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวรุ่นไหม่มีการแต่งกายตามสมัยนิยมคล้ายๆ กับการแต่งกายของชาวไทยทั่วไป ดังนั้นการแต่งกายที่เป็นแบบดั้งเดิมจึงพบเห็นได้ในกลุ่มคนสูงอายุหรือช่วงที่หมู่บ้านมีงานบุญ ประเพณี หรืองานพิธีที่สำคัญๆ โดยผ้าพื้นเมืองที่ชาวตากลางนิยมใช้พอจะแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการนำไปใช้ได้แก่

1. ประเภทผ้านุ่ง โดยผ้านุ่งของผู้หญิงมักจะทอหมี่ขึ้นเป็นแถวยาวในแนวดิ่งโดยใช้ไหมควบพื้นสีน้ำตาลอมดำ ส่วนผ้านุ่งของผู้ชายจะมีสีเดียวแต่หนาและสีออกเหลือบมัน ผ้าแบบนี้นิยมสวนใส่เวลาออกงานพิธีสำคัญโดยนุ่งแบบจับจีบไว้ด้านหน้า นอกจากนี้มีโสร่งของผู้ชายซึ่งทอเป็นผ้าหนามีลวดลายเป็นตาสี่เหลี่ยมประกอบไปด้วยไหมสีแดงสีเหลืองและสีเขียวเหลือบทอง

2. ประเภทผ้าสไบ ผู้หญิงกวยจะใช้ผ้าสไบพาดบ่าโดยทำเป็นผ้ายกดอก ส่วนผู้ชายจะใช้ผ้าขาวม้า

3. ประเภทหัวซิ่น ตีนซิ่น (ซิ่นคือผ้าถุง) ผ้าหัวซิ่นของผู้หญิงคือผ้าส่วนที่ต่อขึ้นมาจากตัวผ้าถุงเพื่อเวลานุ่งจะได้ปล่อยให้พับลงมาเป็นที่เก็บเงินหรือของมีค่า มักจะทอเป็นลายขิดคล้ายของชาวไทยลาว ส่วนตีนซิ่นคือส่วนล่างของผ้าถุงมีขนาดประมาณ 3 นิ้ว นิยมทำเป็นสีดำ ทอด้วยฝ้ายลายมัดหมี่

ส่วนผ้าคาดเอวของผู้ชายจะทอเหมือนผ้าหัวซิ่น แต่กว้างมากกว่า นิยมสีพื้นเป็นสีแดงลายขิดอีกด้านทำเป็นซับในใช้เก็บเครื่องรางของขลังเช่นเขี้ยวหมูตัน เขี้ยวเสือเป็นต้น โดยจะวางเครื่องรางทั้งหลายเป็นระยะๆ ตามแนวยาวของผ้า แล้วใช้เขาสัตว์หรือเถาวัลย์มามัดแยกกันเป็นเปลาะๆ ตลอดแนวยาว ชาวกวยเรียกผ้าคาดเอวนี้ว่า "กะไตครู" ซึ่งใช้คาดเอวออกเดินทางไกล เช่น เวลาไปจับช้างป่าหรือยามาที่ทำงานเสี่ยงต่ออันตราย

แต่นอกจากเสื้อผ้าแล้วสตรีชาวกวยยังมีประดับร่างกายด้วยเครื่องประดับหลยอย่างเช่น ไม่ว่าจะเป็นการเสียบดอกไม้หอมสีขาวเช่น ดอกตะเลเต หรือ ดอกมะลิ ไว้ที่ติ่งหู หรือใส่ตุ้มหูเงิน ตุ้มหูทอง ส่วนเครื่องประดับที่คอ ชาวกวยจะสวมสร้อยคอลูกปัดที่ทำจากพลาสติก หรือไม่ก็ลูกปัดเงิน ซึ่งของประดับเหล่านี้ช่วยให้ผู้สวนใส่ดูดี

สตรีกับการทอผ้า

ชาวตากลางจะผลิตไหมในครัวเรือนโดยผลิตแบบครบวงจรซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความมานะอดทน และสตรีทุกคนในบ้านจะต้องช่วยเหลือกัน การทำไหมมีขัันตอนดังนี้

-ปลูกต้นหม่อนเพื่อเตรียมอาหารไว้เลี้ยงหนอนไหม
-ระยะที่ 1 เลี้ยงหนอนไหมด้วยใบหม่อนติดต่อักน 5 วัน หรือให้นอน 1 วัน
-ระยะที่ 2 หนอนไหมจะกินอีก 3 วัน นอนอีก 1 วัน
-ระยะที่ 3 หนอนไหมจะกินใบหม่อนติดต่อกันอีก 3 วัน นอนอีก 1 วัน
-ระยะที่ 4 หนอนไหมจะกินอีก 5 วัน และนอนอีก 1 วัน ก็จะทะยอยกันสุก สังเกตุได้จากสี ลำตัวไหมจากขาวจะกลายเป็นสีเหลืองอมส้ม (ใช้เวลา 7 วัน)
-เก็บหนอนไหมที่สุกให้เกาะตามกิ่งต้นมะงะแห่งเพื่อให้หนอนไหมชักใย (ใช้เวลา 1-2 วัน) เสร็จแล้วก็จะนำรังไหมแม่พันธุ์แยกไปเก็บไว้ ส่วนที่เหลือก็จะนำเอาไปต้ม สาวออกมาเป็นเส้นไหม นำไปฟอกย้อมเป็นสีที่ต้องการ เสร็ลแล้วจึงนำมาทอเป็นผ้าผืนชนิดต่างๆ

5. ความเชื่อของชุมชน

จากการที่หมู่บ้านตากลางเป็นหมู่บ้านช้างซึ่งประชาชนสนใจในวิชาคชศาสตร์ ประกอบกับการเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ วิถีชีวิตผู้คนผูกผันกับธรรมชาติ ทำให้ชาวตากลางดั้งเดิมมีความเชื่อที่แปลกไปกว่าหมู่บ้านทั่วไป ซึ่งเกิดจากการผสมผสานความเชื่อในทางศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ วิชาคชศาสตร์ และความเชื่อของท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยสิ่งที่เป็นศูนย์รวมแห่งความเชื่อและความศรัทธาขของชาวตากลางก็คือผีประกรรม

ผีประกรรม

ผีประกรรม คือผีที่สิงสถิตอยู่ในหนังประกรรม ชาวกวยเชื่อว่าเชือกประกรรมาที่เขาใช้ในการคล้องช้างคือ ที่รวมของวิญญาณศํกดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นพระครูประกรรม หม้อช้างต้นตระกูลและญาติพี่น้องที่ล่วงลับ ผีประกรรมจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวบ้านตากลาง เชือกประกรรมนี้ทำจากหนังกระบือ 3 ตัว นำมาฟั่นเกลียวให้เชือกยาวประมาณ 40 เมตร ปลายข้างหนึ่งทำเป็นบ่วงบาศก์ ในยามที่ไม่ได้ออกคล้องช้างจะจัดเก็บไว้บนศาลประกรรม โดยศาลนี้จะมีลักษณะเป็นหอสูง มีสี่เสาหันหน้าไปทางทิศเหนือ ชวยกวยเลี้ยงช้างเชื่อว่าหากจะทำกิจการอันใดต้องทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อบอกกล่าวขอผีประกอบก่อน เพื่อความเป็นศิริมงคลและเพื่อเสี่ยงทายผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมนั้นๆ โดยชายกวยจะตรวจดูกระดูกคางไก่ที่ใช้ประกอบในพิธีเซ่นไหว้ ถ้าหากผลของการเสียง่ายออกมาดีเช่น กระดูกอ่อนคางไก่เหยียดตรงหรือโอนเล็กน้อยก็ประกอบกิจกรรมนั้นได้ด้วยความมั่นใจ แต่ถ้าตรงกันข้ามกระดูกคางไก่กอดอกโค้งม้วนเข้าหาโคน ชาวกวยเรียกว่า "กอดอก" ถือว่าไม่ดีลแะจะยกเลิกกิจกรรมนั้นเสีย เช่นตั้งใจว่าจะนำช้างไปแสดงที่ต่างถิ่น แต่หากผลการตรวจคางไก่ออกมาไม่ดีก็ต้องวดการเดินทาง

ในเครื่องความเชื่อที่เกี่ยวกับผีประกรรมนี้นอกจากเรื่องของการเซ่นไหว้เพื่ขอพรและเสี่ยงทายอนาคตแล้ว ชาวตากลางเชื่อว่าหากกระทำผิดใดๆ ต่อข้อห้ามของประกรรม (ผิดประกรรม) จะส่งผลให้เกิดเหตุการร้ายกับคนในครอบครัวหรือไม่ก็เกิดกับข้างเช่น ช้างนั้นเจ็บป่วย ทำร้ายคน เสียชีวิต หรือเกิดอาละวาดดุร้าย ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ศาลประกรรมนี้หากบ้านไหนที่เลี้ยงช้างแต่ไม่ได้ยกศาลขึ้นใหม่ก็จะอาศัยศาลดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ซึ่งอยู่ตามบ้านญาติพี่น้องเป็นที่ประกอบพิธี

ครูผู้รักษา

ชาวตากลางเชื่อว่าเด็กที่เกิดใหม่หากมีรกพันที่ศีรษะ (มีกระจอม) หรือมีรกพาดที่ไหล่ (มีสังวาน) หรือเด็กเลี้ยงยากร้องให้หรือเจ็บป่วยบ่อย เชื่อว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กพิเศษที่มีแถนหรือที่เรียกว่ามี "ครูผู้รักษา" บิดามารดาจะต้องจัดทำกะลาแขวนไว้ที่หัวนอน กะลานี้ทำจากะลามะพร้าวภายในกะลาทำขัน 5 (กรวยใบตองใส่ดอกไม้) ใส่ไว้สำหรับเด็กหญิง และขัน 8 สำหรับเด็กชาย นอกจากนี้จะมีเทียนสองเล่มบิดเข้าหากัน 2 คู่ พร้อมเงิน 5 สตางค์ หรือ 1 บาท ใส่ไว้ แล้วจึงนำกะลานี้แขวนไว้ที่หัวนอนของเด็ก ในทุกๆ วันพระต้องเปลี่ยนขันห้าหรือขันแปดในกะลา เพื่อบูชาครูผู้รักษาตัวเด็ก

แถน

"แถน" คือผู้เชื่อมต่อสื่อสารระหว่างคนในครอบครัวกับผีบรรพบุรุษผู้ล่วงลับโดยผ่านวิธีเล่นแถน โดยเมื่อไหร่ที่ผู้มีแถนนี้เกิดเจ็บป่วยญาติพี่น้องจะไปหาหมอมดให้ทำนายหาสาเหตุ ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะผีประกรรมาหรือหากนับย้อนดูพบว่าพวกญาติพี่นต้องไม่ได้เล่นแถนมานานปีก็จะจัดการพิธีเล่นแถนขึ้น การเล่นแถนถือเป็นกิจกรรมที่เชื่อมต่อระหว่างบรรพบุรุษที่ล่วงลับกับลูกหลานในปัจจุบัน เพราะเมื่อแถนเข้ามาสิ่งสู่ลูกหลานที่ล้อมวงอยู่ลูกหลานผู้น้นก็จะออกมาแสดงกิริยาท่าทางของผีบรรพบุรุษตนนั้นๆ เช่น คนที่พูดเขมรไม่ได้ก็พูดได้ คนที่ไม่สูบบุหรี่ก็สูบ ลูกหลานคนอื่นๆ เห็นอย่างนั้นก็จะถือโอกาสขอหวยบ้าง หรือถ้าบรรพบุรุษที่เข้ามาสิงสู่เป็นผู้มีวิชาอาคมลูกหลานก็จะถือโอกาสขอเคล็ดวิชาขณะที่วิญญาณของบรรพบุรุษก็จะถือโอกาสสั่งสอนอบรมลูกหลาน (การเล่นแถนนี้คล้ายคลึงกับการรำผีมอของชาวอีสาน)

หมดมด หมอส่อง

ชาวกวยเป็นผู้ที่เชื่อถือในเรื่องอำนาจลี้ลับของผู้คน เมื่อเกิดการเจ็บป่วยชาวกวยจะไปหาหมดมด (หมอส่องหรือหมอทางใน) เพื่อสอบถามหาสาเหตุแห่งการเจ็บป่วยด้วยวิธีการต่างๆ และหนึ่งในนั้นคือ "พิธีการโบล" ปัจจุบันมีแม่เฒ่าปังแห่งบ้านหนองอีคูณ ซึ่งเป็นหมู่บ้านทางทิศตะวันออกของตากลาง เป็นหนึ่งในนักโบลที่ได้รับความเชื่อถือจากคนในหมู่บ้านระแวกใกล้เคียงรวมถึงบ้านตากลาง โดยการ "โบล" นี้ผู้สอบถามต้องนำข้าวสาร 1 ถ้วย และเหรียญ 1 บาท วางบนข้าวอีกทีหนึ่งเสร็จแล้วนำไปวางไว้ตรงหน้าแม่เฒ่า แม่เฒ่าจะเอาข้าวสารโปรยไปรอบข้างพร้อมกับว่าคาถาเสร็จแล้วเอาข้าวสารจำนวนเล็กน้อยใส่ไว้บนฝ่ามือซ้าย มือขวาจับกระปุกปูนที่ใช้ในการเคี้ยวหมากมาแกว่ง พร้อมกับทำนายสาเหตุไปต่างๆ นาๆ ในลักษณะใช่ หรือไม่ใช่ ถ้าคำทำนายอันไหนถูกต้องฝากระปุกจะแกว่งแรงขึ้นก็จะรู้สาเหตุที่เจ็บป่วย

ธรรม์

ชาวกวยมีความเชื่อในเรื่องเวทมนต์คาถา ดังนั้นการเจ็บป่วยของผู้คนบางครั้งอาจมีสาเหตุจากการทำคุณไส ในหมู่บ้านกวยจะมีชายผู้หนึ่งที่เรียกว่า "ธรรม์" ผู้ซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมนต์และอาการของผู้ต้องมนต์ เมื่อการเจ็บป่วยไม่ได้เกิดจากการกระทำผิดต่อประกรรมต่อครูผู้รักษา หรือการกระทำของภูตผี ชาวกวยก็จะสอบถามสาเหตุการเจ็บป่วยและวิธีแก้ไขจาก "ธรรม์" เมื่อสงสัยว่าการเจ็บป่วยของผู้คนนั้นๆ เกิดจากการกระทำของคนที่มีคาถาอาคม

ผีเรือน

ชาวกวยมีความเชื่อว่าในบ้านมีวิญญาณอีกประเภทหนึ่งที่คุ้มครองสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านให้อยู่ดีมีสุขคือ "ผีเรือน" หรือที่เรียกว่า "ดุงปืด" หรือ "ยาจั่วดุง" โดยจะจัดสร้างหิ้งบูชาผีเรือนเอาไว้บนหัวนอนในห้อง และทำการเซ่นไหว้เสมอๆ เช่นเมื่อมีญาติพี่น้องมาค้างที่บ้าน เมื่อมีสมาชิกเกิดใหม่ เมื่อมีการรับเขยหรือสะไภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน เมื่อมีคนตายหรือยามที่สมาชิกครอบครัวเจ็บป่วย ผีเรือนนี้ถือเป็นผีที่ใหญ่ที่สุดในบ้านและใกล้ชิดกับสมาชิกที่สุด

ศาลปู่ตา

ที่ตากลางจะมีศาลที่ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องคุ้มครองหมู่บ้านเรียกว่าศาลปู่ตาหรือ "ยะ-จัวะ-ฮอ" ยะจัวฮอนี้เปรียบเสมือนกับศาลหลักเมือง ตั้งอยู่ที่หมู่ 9 ใกล้ๆ ต้นโพธิ์เก่าแก่ของหมู่บ้าน บนศาลจะมีหินซึ่งแสดงถึงความหนักแน่น มีรูปสลักคนพร้อมอาวุธปลอมเช่น ปืนไม้ ช้าง ม้า ซึ่งหมายถึงผู้ปกป้องหมู่บ้านจากสิ่งชั่วร้าย วางเรียงเอาไว้ ชาวกวยจะให้ความเคารพ ยะจัวฮอมาก โดยการเซ่นไหว้จะใช้ข้าวสุก เหล้า เนื้อสัตว์ กรวยดอกไม้และหมากพลู เมื่อจุดเทียนแล้วก็จะกล่าวอัญเชิญผีปู่ตาผู้ดูแลชุมชนให้มารับเครื่องเซ่นพร้อมกับกล่าวขอให้ปู่ตาคุ้มครองตนและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข

นอกจากความเชื่อต่างๆ เหล่านี้แล้วชาวกวยยังเคารพผีเจ้าป่าเจ้าเขา เทวดานางไม้และนับถือพระแม่ธรณี ยามที่ต้องเดินทางไปต่างถิ่นชาวกวยจะนำดินจากที่บ้านพกติดตัวไปด้วยเสมอตามความเชื่อที่ว่าพระแม่ธรณีจะปกป้องให้รอดพ้นจากอันตราย นอกจากนี้ยามที่มีเด็กเกิดใหม่ในครอบครัวมารดาชาวกวยจะฉีกชายผ้าถุงคล้องคอทารกแรกเกิดโดยเชื่อว่าพระคุณของแม่จะคุ้มครองทารกให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ความเชื่อนี้นำไปปฏิบัติต่อลูกช้างที่ีเกิดใหม่ซึ่งชาวกวยถือเป็นลูกคนหนึ่งของครอบครัวด้วย ชาวกวยหมู่บ้านช้างถือเครื่องรางหลายชนิดที่ได้มาจากพืช สัตว์และแร่ธาติต่างๆ ที่หายาก โดยความเชื่อที่ว่าสิ่งของเหล่านี้จะปกป้องให้พันจากอันตรายหรือสิ่งชั่วร้าย อีกทั้งเครื่องรางบางอย่างจะช่วยให้มีโชค เช่น

-เขี้ยวเสือกลวง (ปกติเขี้ยวเสือจะตัน)
-เขี้ยวหมูตัน (ปกติเขี้ยวหมูจะกลวง)
-สะเก็ดดาวตก
-งากระเด็น (ชิ้นงาที่ช้างทำหักเอง) เมื่อผ่านการปลุกเสกแล้วจะช่วยให้พ้นภัยทั้งปวง

-ขนหางช้าง (ขนหางที่ช้างทำหล่น) นิยมนำไปทำเป็นแหวนป้องกันคุณไสย ภูมิผีปีศาจหรือใช้เป็นไม้จิ้มฟันเพื่อถอนพิษ
-จันทรคาด

-หนอแรด
-เขาคุด (เขาที่ไม่งอกยาวอย่างปกติ)
-สวาโหม (ผมของหมอช้างผู้เป็นครู)
-มหาสวัสดิ์ (รากไม้ที่ขดม้วนตัวเองเป็นเงื่อน)
-อวัยวะเพศช้างตัวผู้ตากแห้งให้พกติดตัวดีในเรื่องเมตตามหานิยม

เสน่ห์ยาแฝด

คือการทำให้เพศตรงกันข้ามเกิดความลุ่มหลงจนขาดสติ เชื่อว่าสามารถทำให้ผู้ถูกกระทำนั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือเดินตามผู้กระทำไปโดยไม่สามารถทัดทาน ซึ่งผู้กระทำจะใช้สื่อต่างๆ เป็นตัวนำคุณไสยสู่เพศตรงกันข้ามที่เป็นเป้าหมาย เช่น ยื่นส่งสิ่งของให้รับประทาน ให้ดอกไม้ หรือนั่งไม้กระดานแผ่นเดียวกัน ดังนั้นหญิงสาวชาวตากลางจึงถูกอบรมไม่ให้รับสิ่งของ อาหาร เครื่องดื่ม และไม่นั่งกระดานร่วมแผ่น ไม่นั่งเสื่อร่วมผืนกับคนแปลกหน้า

6. ศาสนา

ศาสนาที่เข้ามามีอิทธิพลต่อชาวกวยบ้านตากลางและหมู่บ้านใกล้เคียยงมีทั้งพุทธและฮินดู โดยศาสนาฮินดูเชื่อว่าเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 โดยพราหมณ์ที่มาจากอินเดียที่เป็นผู้นำเข้ามาเผยแพร่พร้อมๆ กับศาสตร์ต่างๆ เช่น ศาสตาร์เกี่ยวกับการปกครอง ประเพณีในราชสำนักรวมถึงศาสตร์ที่เกี่ยวกับช้างคือคชศาสตร์ (วิชาคชศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยลักษณะช้างดีเลวและกรรมวิธีขับขี่ช้างรวมถึงเวทมนต์คาถาที่ใช้กับช้าง) ดังนั้นชาวตากลางจึงมีความสมพันธ์กับศาสนาฮินดูในแง่พิธีกรรมที่เกี่ยวกับช้าง มีการนับถือพระคเณศ (เทพที่มีเศียรเป็นช้าง) และพระครูประกรรม (เทวรูปหมอพราหมณ์พฤกบาศ์)

ส่วนพุทธศาสนานั้นถือเป็นศาสนาที่เป็นทางการของชาวบ้านตากลาง โดยชาวตากลางมีความเลื่อมใสนับถือพุทธศาสนา เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป ปัจจุบันหมู่บ้านตากลางจึงมีวัดอยู่ 1 แห่งตั้งอยู่ตรงใจกลางหมู่บ้านชื่อว่า "วัดแจ้งสว่าง" มีเจ้าอาวาสเป็นอดีตหมอช้างที่ชาวบ้านทั่วไปให้ความเคารพนับถือคือหลวงปู่ลี สีลเตโช

โดยชาวตากลางได้อาศัยวัดแจ้งสว่างเป็นสถานที่ประกอบกิจในฐานะพุทธศาสนิกชน เช่น ตักบาตรถวายอาหารภิกษุสงฆ์ฟังธรรมในวันสำคัญทางศาสนา รวมถึงส่งเสริมให้บุตรหลานเข้าอุปสมบทเพื่อเรียนรู้พระธรรมวินัยเมื่อถึงวัยอันควร แม้แต่การบริจาคทรัพย์เพื่อก่อสร้างซ่อมแซมพุทธศาสนสถานชาวตากลางก็ให้ความร่วมมือด้วยดี

ในอดีต ตากลางเคยมีวัดเก่าตั้งอยู่ที่บริเวณศาลปู่ตาแต่ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ เหลืออยู่ว่าได้ก่อสร้างขึ้นมาในสมัยใดและเหตุใดจึงร้างไป ปัจจุบันจึงเหลือเพียงต้นโพธิ์โบราณเท่านั้นที่พอจะเป็นหลักฐานเค้าโครงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของพุทธศาสนาในหมู่บ้านตากลาง

7. ช้างกับชุมชน

บ้านตากลางเป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมาผูกพันกับช้างมาแต่โบราณ ปัจจุบันชาวตากลางเป็นเจ้าของช้างถึง 124 เชือก แต่ความเป็นหมู่บ้านของชาวตากลางไม่ใช่เพราะตากลางมีช้างมากกว่าใคร เนื่องจากช้างจำนวนนี้ในหลายพื้นที่ประเทศไทยหรือสำหรับเศรษฐีบางคนไม่ใช่เรื่องยากที่จะครอบครอง แต่ที่ตากลางถูกเรียกว่าหมู่บ้านช้างก็เพราะช้างเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของตากลาง ไม่ว่าจะมองตากลางด้านใด ก็จะเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัย ชาวตากลางจะปลูกบ้านก็ต้องคำนึงถึงช้าง กฎระเบียบหมู่บ้านก็มาจากข้อห้ามข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการคล้องช้าง ภาษาของหมู่บ้านที่ผู้คนต้องรู้ก็มีภาษาช้างอยู่ด้วย การปกครองก็มีหมอช้างเป็นศูนย์กลางการเศรษฐกิจก็มีช้างเป็นตัวหลักและที่สำคัญคือสิ่งซึ่งชาวตากลางทุกคนเคารพยำเกรงก็คือ "ผีประกรรม" ซึ่งเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในเชือกประกรรมที่ใช้คล้องช้างนั่นเอง บ้านตากลางจึงได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านช้างทั้งร่างกายและจิตใจ

ในอดีตบ้านตากลางเคยมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งจัดหาช้างมานาน ตั้งแต่เพื่อการทำสงครามมาถึงใช้ช้างเพื่อชักลากไม้ประมาณ 150 ปีก่อน โดยในสมัยนั้นมีหมอช้างชาวกวยทีมีความสามารถในการโพนช้างมากมายหลายกลุ่ม ทุกกลุ่มต่างก็ออกโพนช้างกันปีละหลายคนในพื้นที่ทั้งใกล้ไกล ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยจับช้างป่าของชาวกวยบ้านตากลางนี้ เรียกว่า "การแทรกโพนช้าง" คือการคล้องช้างป่าโดยขี่ช้างต่อไล่คล้องช้างป่าด้วยเชือกบาศก์ ผู้ที่จะออกโพนช้างป่าได้นั้นจะต้องเป็นควาญที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นหมอช้างเท่านั้น

ตำนานหมอเฒ่า และ พระครูประกรรม

จากคำบอกล่าของกำหลวงเภา แสนดี หมอช้างชาวไทยกวยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมเล่าว่า ตามตำนานหมอเฒ่าที่เล่าต่อๆ กันมารแต่บรรพบุรุษนั้นมีว่า เดิมีเพราะหมอเฒ่านั้นเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถในวิชาคชศาสตร์สูงส่ง จับช้างป่าเก่งกว่าใครๆ ตั้งแต่ยังหนุ่มภายหลังได้แต่งงานและมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ "ก่อง" ก่องเป็นเด็กระลึกชาติได้รู้ว่าเดิมเคยเกิดเป็นช้างมาก่อน ต่อมาเมื่อก่องโตขึ้น พระหมอเฒ่าได้พาก่องเข้าป่าเพื่อฝึกหัดคล้องช้างป่าพร้อมกับนำภรรยาไปด้วยเพื่อช่วยดูแลจัดเตรียมอาหาร โดยให้ภรรยายออยที่จงรมย์ (ชมรม) ที่พัก สองพ่อลูกขี่ช้างต่อเข้าป่าไปโดยก่องทำหน้าที่มะอยู่ท้ายช้าง ในขณะเดินทางพ่อลูกก็เถียงกันเรื่องการคล้องช้างว่าควรจะคล้องเอาแม่ช้างหรือลูกช้างไปตลอดทอง เพื่อพบโขลงช้างป่าพระหมอเฒ่าจะคล้องเอาลูกช้าง แต่ก่องกลับอยากให้คล้องเอาแม่ช้าง เพราะก่องจดจำได้ว่าแม่ช้างที่มีลูกตัวนี้เคยเป็นแม่ของก่องมาแต่ชาติก่อน ที่สุดก่องจึงกระโดดขึ้นหลังแม่ช้างป่าวิ่งหายเข้าไปในป่า เมื่อกลับมาที่ที่พักก็พบแต่เศษเนื้อแขนของภรรยาซึ่งถูกเสือกิน พระหมอเฒ่าเสียใจอย่างสุดซึ้งและได้นำเศษแขนของภรรยากลับมาที่หมู่บ้าน หมอช้างทั้งหลายก็เข้ามาสอบถามเหตุการณ์ พระหมอเฒ่าผู้สูญเสียทั้งบุตรและภรรยาพร้อมกันก็ประกาศต่อบรรดาหมอช้างว่าตัวเรานั้นหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วอย่าได้กล่าวถึงตัวเราอีกต่อไปพร้อมกับฝากแขนภรรยาให้หมอช้างถักติดกับบ่วงบาศก์ที่ใช้คล้องช้าง โดยให้เรียกว่า "แขนนาง" ส่วนเวลาหมอออกไปคล้องช้างป่าและเวลาฝึกช้างก็ให้เรียกถึงก่องด้วย เพราะก่องเป็นเจ้าของช้างทุกตัวในป่าแล้ว ขณะนันพระครูประกรรมได้รับคำพระหมอเฒ่าไว้เพื่อสืบประเพณีคล้องช้างต่อไป ไม่มีกฎห้ามไม่ให้หมอช้างที่เป็นพ่อกับลูกเข้าป่าด้วยกันและห้ามไม่ให้หมอช้างนำภรรยาเข้าป่าด้วย นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้หมอช้างขี่คอช้างป่าตัวที่ตนเคยคล้องได้เข้าป่าและห้ามเถียงกัน

ตั้งแต่นั้นมาหมอช้างทุกคนก็ถือปฏิบัติดังนั้นเรื่อยมา โดยถือพระครูประกรรมแต่เพียงผู้เดียวไม่กล่าวถึงพระหมอเฒ่าอีก จนถึงในปัจจุบันพื้นที่ที่ยังมีความเคารพนับถือพระครูประกรรมอยู่ทั่วไปก็คือ ชุมชนชาวไทยกวยเลี้ยงช้างในแถบลุ่มน้ำมูล

8. การแทรกโพนช้าง

การโพนช้าง การจับช้างป่านั้นมีอยู่หลายวิธี แต่เป็นวิธีคล้องช้างที่ชากวยบ้านตากลางสืบทอดมาแต่โบราณ โดยผู้ที่จะร่วมคณะหมอช้างออกคล้องช้างป่าได้นั้นจะต้องได้รับการปะชิเป็นหมอช้างก่อน การคล้องช้างแบขบนี้เป็นวิธีจับช้างป่าที่เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากหมอช้างจะต้องขับช้างต่อไล่คล้องเอาช้างป่าจากโขลง โดยใช้บ่วงบาศก์ที่ทำจากหนังกระบือ บางครั้งช้างในโขลงหันเข้าสู้บางครั้งเจ็บป่วยเสียชีวิตอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยไข้มาลาเรียและสัตว์ร้าย แต่ทั้งๆ ที่อันตรายชาวตากลางก็ยอมเสี่ยงเพราะถือว่าที่สุดของคนเลี้ยงช้างก็คือ การได้ปะชิเป็นหมอและมีโอกาสติดตามคณะหมอช้างออกไปคล้องช้างป่า หรือถ้าไม่ได้ประชิเป็นหมอ หากได้ติดตามออกไปคล้องช้างป่าในฐานะมะเด็กท้ายช้างของหมอช้างก็ยังถือว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคนเลี้ยงช้างแห่งบ้านตากลาง

อุปกรณ์ในการโพนช้าง

ในการออกคล้องช้างแต่ละครั้งนั้นชาวกวยต้องเตรียมอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้มากมายทั้งที่เกี่ยวกับการคล้องช้างและการยังชีพ ซึ่งประกอบด้วย

-หนังประกรรม เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เชือกบาศก์ ทำมาจากหนังกระบือสามเส้ันนำมาฟั่นเป็นเกลียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70-80 เมตร ปลายข้างหนึ่งถูกถักทำเป็นห่วงเพื่อสอดปลายอีกข้างหนึ่งรูดดึงจนปลายห่วงนี้กลายเป็นบ่วงบาศก์ ใกล้ๆ กับบ่วงนี้จะทำเป็นทีสำหรับเสียบไม้คันจามเรียกว่า "แขนนาง" ซึ่งแขนนางนี้ทำจากไม้ไผ่กลมและกลวงยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร แหลมปลายข้างหนึ่งสอดถักแนบไว้กับเกลียวเชือกปะกรรม เชือกปะกรรมนี้เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการคล้องช้างโดยหมอช้างจะใช้ไม้คันจามส่งบ่วงหนังประกรรมคล้องดึงเอาขาช้างเป่าเอาไว้ แต่ในยามปกติเชือกประกรรมจะถูกเก็บไว้ที่ศาลประกรรม

-ไม้คันจาม เป็นไม้ยาวที่ใช้เสียบต่อเข้ากับแขนนางซึ่งติดอยู่กับเชือกประกรรม ไม้คันจามนี้ทำจากไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่รวกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ตรงที่จะเสียบกับแขนนางจะเหลาเป็นเดือยยาวประมาณ 8 เซนติเมตร เลื่อนไปทางท่อนหางจะเรียวเล็ก ไม้คันจามนี้จะมีความยาวประมาณ 4-5 เมตร

-ทาม คืออุปกรณ์ที่ใช้ผูกคอช้างป่าที่คล้องได้ โดยทามนี้จะทำจากหนังกระบือเช่นเดียวกับหนังประกรรมแต่จะใช้หนัง 8 เส้น หรือ 11 เส้น ฟั่นเป็นเกลียว หูทามทั้งสองข้างจะถักเป็นห่วงมีเชือกหนังลิวผูกดึงให้หูทาบทั้งสองข้างลู่เข้าหากันเพื่อให้กระชับกับคอช้างป่า หนังทามนี้บางครั้งจะติดหนามแซมไว้เพื่อให้ช้างป่าละพยศไม่กล้าถึงทามบ่อยๆ เพราะหนามจะทิ่งตำคอทุกครั้ง

-สายโยง คืออุปกรณ์ที่ใช้ผูกช้างป่ากับต้นไม้หรือกับช้างต่อ โดยแยกเป็นสายโยงที่ผูกช้างป่ากับต้นไม้เรียกว่า "โยงละ" ทำหนังหนังกระบือ 6-8 เส้น ฟั่นเป็นเกรียวยาวประมาณ 3 เมตร ปลายข้างหนึ่งจะผูกอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ที่ใช้ล่ามช้าง ส่วนสายโญงที่ใช้จูงช้างขณะเดินทางเรียกว่า "สายโยงเตอะ" โยงเตอะจะมีขนาดเล็กกว่าโยงละคือใช้หนังกระบือ 3-5 เส้น ฟั่นเป็นเกลียวแต่มีความยาวมากกว่าคือประมาณ 4 เมตร การผูกสายโยงไม่ว่าจะเป็นโยงละหรือโยงเตอะนั้นปลายด้านที่ผูกกับทามช้างลูกคอหรือช้างป่านั้นต้องมีการหรั่นด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เชือกโยงบิดรัดค่อช้างป่าหรือบิดจนขาดไป ส่วนปลายด้านที่ผูกกับสลกที่คอช้างต่อหรือต้นไม้นั้นไม่จำเป็นต้องมีการหรั่นแต่อย่างใด

-สะลก คือเชือกหนังที่ใช้ผูกคอช้างต่อทำจากหนังกระบือ 3 เส้น ฟั่นเป็นเกลียวความยาวพอดีกับคอช้างต่อ ปลายทั้งสองข้างเป็นห่วงเหล็กเวลาออกคล้องช้างปลายเชือกประกรรมจะผูกกับสลกเพื่อให้ช้างต่อดึงกับช้างป่าที่คล้องไว้ไม่ให้หลุดไป

-โทน คือโครงทำด้วยไม้ใช้เก็บหนังประกรรมขณะเดินทางเข้าป่า รวมั้งของใช้อื่นๆ ที่จำเป็นในการออกไปคล้องช้างป่า โทนทำด้วยไม้มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม ขนาดฐานของโทนกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร สูง 45 เซนติเมตร

-สายประโคน ทำด้วยหวายขนาด 1 เซนติเมตร 3 เส้น ถักไขว้กันไปมาความยาวพอดีลอดท้องช้างคือประมาณ 3-4 เมตร สายประโคนนี้ใช้ยึดโทนให้ติดกับหลังช้าง

-หางกระแซง เป็นสายหนังหรือเป็นเชือกที่ใช้ผูกโทนกับสายประโคน

-แผนกนำ ทำจากหนังกระบือสามเส้นฟั่นเป็นเกลียวยาว 1.50 เมตร ปลายข้างหนึ่งเป็นห่วงเหล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร แผนกนำนี้ใช้ผูกกับสายประโคนดึงไปทางท้ายช้างให้มะจับยึดเวลาช้างวิ่งจะได้ไม่ตก

-สายชะนัก ใช้สวมที่คอช้างสำหรับหมอช้างคีบเวลาขี่ช้างต่อไล่ช้างป่าจะได้ไม่พลัดตก

-ไม้งก เป็นไม้สำหรับตีท้ายช้างขณะไล่คล้องช้างป่าเพื่อเร่งความเร็วของช้างต่อ ไม้งกทำจากไม้เนื้อแข็งรูปร่างกลมแบนโค้งงอคล้ายตัวแอลในภาษาอังกฤษยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร

-สะแนงเล (สะไน) เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณด้วยเสียงทำด้วยเขาควายใช้เป่าเมื่อเคลื่อนขบวนช้างต่อทั้งขาไปและขากลับ รวมทั้งยามที่ต้องการสื่อสารกันในกลุ่มขบวนช้างต่อเมื่ออยู่ในป่าเพื่อความพร้อมเพรียงและป้องกันการพลัดหลง

-สนับมุก คือถุงใส่ของใช้ส่วนตัวของหมอหรือมะ สนับมุกถักด้วยปอ หรือป่านเป็นถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร

-เขาวัว เขาวัวทำาจากหวายสองเส้นถักเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร 2 วง มัดไว้ที่หัวและท้ายโทนเขาวัวใช้สอดเก็บถุงข้าวสารและของใช้อื่นๆ

-หนังลิว เป็นเชือกหนังกระบือเส้นเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วก้อย จะทำให้ยาวมากจนต้องขดเป็นวงมัดเก็บไว้ เชือกลิวนี้ใช้ผูกมัดห่วงทามเข้าด้วยกันหรือมัดสายโยงกับกาหรั่น มัดสลกที่คอช้างต่อและอย่างอื่นๆ โดยตัดออกไปตามความยาวที่ต้องการ

-กระตาซอง เป็นภาชนะใน่สัมภาระพวกมีดพร้าทำด้วยหวายลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมทรงกระบอกสูงประมาณ 45 เซนติเมตร

-สะยาว เป็นถุงใส่สัมภาระถักด้วยปอหรือป่านมีลักษณะเป็นถุงทรงยาว

-บังพริก เป็นกระบอกใส่เกลือทำจากไม้ไผ่ โดยทำเดือยสวมเข้าหากัน

-อาห์ตุงเหดะ เป็นกระบอกไม่ไผ่ขนาดใหญ่ยาวประมาณ 1 เมตร ทะลุปล้องกลางออกให้ถึงกันเหลือเพียงป้องหัวท้าย ส่วนหัวคว้านออกใช้ใส่น้ำใช้สอยขณะออกคล้องช้างในป่า

-กระเบอะตรวจ เป็นจานใช้ใส่ข้าวลักษณะคล้ายพานสาน ขึ้นมาจากไม้ไผ่

-กระไทครู เป็นผ้าคาดเอวสำหรับหมอช้างภายในมีเครื่องรางของคลังเช่นเขียวหมูตัน เขี้ยวเสือกลาง เล็บแรด เขาคุด จันทรคราส (อุกาบาต) อากาศฟันที่หลุดออกจากกรามช้าง สวาโหม (ผมของครูบาใหญ่ที่หมอช้างนับถือ) ฯลฯ

-โปรเดียง เป็นไม้เนื้อแข็งทำเป็นรูปเขาควายคู่ความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ใช้ป้องกันเชือกบิดเกรียวเช่นเดียวกับกาหรั่น

-ขอลอง ขอลองทำได้จากเนื้อแข็งขนาดและรูปทรงคล้ายเขาควายใช้ถักซ่อม แซมเชือกหนัง คล้ายลิ่มช่วยงัดสายหน้งที่แข็งๆ แทนมือ

-ขอลอง ขอลองทำจากไม้เนื้อแข็งขนาดและรูปทรงคล้ายเขาควายใช้ถักซ่อม แซมเชือกหนัง คล้ายลิ่มช่วยงัดสายหนังที่แข็งๆ แทนมือ

-พันธุง เป็นถุงถัดด้วยปอหรือป่าน ปากกว้างมีหูรูดโดยใช้เขากวางที่มีรูตัดให้เป็นแว่นๆ ทำเป็นหูร้อย ออกเป็นวงๆ ร้อยปากถุง หมอช้างใช้ใส่ยาสูบ กระปุกปูนหรือของใช้ส่วนตัว

ฤดูโพนช้าง

ในปีหนึ่งบรรดาหมอช้างจะยกขบวนช้างออกไปคล้องช้างป่ากันหลายคณะ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม ยกเว้นช่วงฤดูแล้ง ซึ่งน้ำหายากช้างป่าไม่ออกมาที่ทุ่งราบ โดยแต่ละครั้งจะใช้เวลานาน 5-8 เดือน หรือมากกว่าไม่แน่นอนแล้วแต่ว่าจะได้ช้างพอแล้วหรือข้าวสารจะหมดเมื่อใด กำหลวงซึ่งเปรียบเสมือนหัวหน้าผู้บังคับบัญชาคณะคล้องช้างก็จะออกคำสั่งให้เดินทางกลับ ในการออกไปคล้องช้างในแต่ละครั้งหมอช้างบางคนจับช้างเชลยได้หลายตัวแต่บางคนจับไม่ได้เลยก็มีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของหมอ บวกกับความแข็งแรงว่องไวของช้างต่อและความสมบูรณ์ในการปฏิบัติที่ทางหมอช้างและทางบ้าน ต้องถือขณะออกคล้่องช้าง ว่าทั้งสองฝ่ายทำได้มากมายแค่ไหนเป็นสำคัญ

แต่ก่อนที่คณะหมอช้างจะออกเดินทางไปคล้องช้างป่ากรรมหลวงหรือครูบาใหญ่จะเรียกหมอช้างอันดับรองๆ ทั้งหมอสดำบ้านกรมาหลวงว่าจะไปคล้องช้างที่ป่าไหนจากนั้นกรรมหลวงก็จะบอกให้หมอช้างคนหนึ่งไปปรึกษาหมอดู เมื่อดูฤกษ์ยามว่าจะเดินทางไปในวันใดถึงจะมีโชคดีจับได้ช้างมาก หลังจากทราบวันดีที่เหมาะสมแล้วก็แจ้งให้หมอช้างทุกๆ คนทราบว่าเป็นวันไหนและจุดนัดพบจะอยู่ที่ใด แต่ก่อนที่จะถึงวันนัดหมายหมอช้าง แต่ละคนก็จะไปจัดเตรียมข้าวของเช่นตรวจดูอูปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นเชือกบาศก์ ทามหรือสายโยงช้างแล้วก็จัดเตรียมเสบียงอาการซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าวสารพริกแห้งกับเกลือเพราะอาหารสดนั้นจะหาได้จากในป่า ส่วนช้างต่อหมอช้างคนใดที่ยังไม่มีก็อาจจะขอยืมจากญาติและช้างต่อที่ดีนั้นต้องมีรูปร่างแข็งแรงใหญ่ใต มีนิสัยกล้าหาญไม่กลัวช้างป่า วิ่งได้รวดเร็วยิ่งช้างต่อที่เคยมีประสบการณ์มาแล้วยิ่งดีแต่จะเป็นช้างพลาย ช้างสีดอ หรือช้างพังก็ได้

พิธีเซ่นหนังประกรรมและเสียงทายกระดูกคางไก่

เมื่อถึงวันนัดหมายบรรดาผู้ที่จะร่วมขบวนออกไปคล้องช้างทุกคนทั้งหมอช้างและมะจะจัดเตรียมของเซ่นผีประกรรมซึ่งประกอบไปด้วย

-ไก่ต้มหนึ่งตัว
-เหล้าขาวขวดหนึ่ง
-เทียนไขหนึ่งคู่
-ขันธ์ 5 (กรวยใบตองใส่ดอกไม้ห้ากรวย)
-บุหรี่สองมวน
-หมากสองคำ
-สำรับกับข้าว 1 ชุด
-ด้ายดำแดง
-โสร่ง
-ขมิ้น
-เงิน 12 บาท

เมื่อได้เวลาทั้งหมอกับมะ ก็จะจัดนำของไหว้ไปที่ศาลประกรรมของตนเองจุดเทียนและยกของที่เตรียมไว้เซ่นหนังประกรรมพร้อมกับกล่าวว่า "วันนี้เป็นวันดี จะออกไปคล้องช้างแล้ว ขอให้ครูบาอาจารย์และผีปู่ย่าตายายพี่น้องทั้งหลายที่ตายไปแล้วรวมทั้งผีประกรรม ให้มากินของที่เซ่นเหล่านี้แล้วก็ขอให้โชคดีจับช้างป่าได้มาก ขอให้สุขภาพดีขอให้มีความสุขอย่าให้เจ็บอย่าให้ไข้เมื่อกลับมาแล้วจะนำหมูว่าเซ่นไหว้คนละตัวสองตัว" เมื่อเสร็จการเซ่นไหว้ประกรรมเล้วก็เอาไก่ต้มนั้นมาฉีกคางแกะเอาเนื้อออกเพื่อตรวจดูกระดูกอ่อนโคนลิ้น ซึ่งอยู่ระหว่างกลางกระดูกค้างถ้ากระดูกอ่อนนี้หากงองุ้มจนติดโคนถือว่าเป็นรางร้ายห้ามไม่ให้หมอกับมะคู่นั้นออกเดินทางไปคณะคล้องข้างโดยเด็ดขาด แต่ถ้ากระดูดอ่อนโคนลิ้นนี้เหยียดตรงถือว่ามีโชคยิ่งถ้ากระดูกอ่อนโคนลิ้นเอนคล้ายกับลูกกล้วยจะถือว่าดีมาก การเสี่ยงทายกระดูกอ่อนที่คางไก่นี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่ทุกคนต่างก็ใจจดใจจ่อขณะที่หมอแกะเนื้อออกเผยให้เห็นกระดูกอ่อน หากผลจากการเสี่ยงทายกระดูกคางไก่ออกมาดีหมอกับมะรวมถึงญาติพี่น้องก็จะส่งเสียงโล่งอก จากนั้น มะก็จะไปเอาช้างต่อมาเทียบศาลปะกรรมแล้วหมอก็จะเอาแผ่นเปลือกกระโดนและแผ่นหนังปูบนหลังช้างส่งให้มะ แผ่นกระโดนและแผ่นหนังนี้จะช่วยป้องกันหลังช้างไม่ให้แตกจากการกดทับของสัมภาระ จากนั้นหมอก็จะเอาโทนขึ้นตั้ง ผูกรัดตีนโทนข้างหนึ่งอ้อมใต้ท้องช้างมามัดกับตีนโทนอีกข้างหนึ่งจนมั่นคงเสร็จแล้วหมอก็จะกล่าวอัญเชิญหนังประกรรมว่า "ขอเชิญประกำขึ้นหลังช้างต่อเพื่อไปแทรกโพนช้าง" หลังจากนั้นหมอก็จัดส่งหนังประกรรมให้มะวางบนโทน ตามด้วยอุปกรณ์อื่นๆ เช่นทามและหนังเรียว ไม้คันจาม ฯลฯ เมื่อเตรียมข้าวของพร้อมแล้วหมอและมะก็จะสั่งเสียบุตรภรรยาให้ยึดมั่นในข้อปฏิบัติที่คนทางบ้านต้องถือให้ครบเพื่อความปลอดภัยขณะออกป่าไปโพนช้างซึ่งมีอยู่มากมายหลายข้อเช่น

-ห้ามปักกวาดที่นอน บ้านเรือน ถ้ามีเศษผงให้หยิบจับไปใส่ตะกร้าทิ้งให้ไกลบ้าน
-ห้ามขึ้นนั่งนอนบนที่นอน
-ห้ามรับแขกบนเรือน
-ห้ามทิ้งของจากบนบ้านลงพื้นดิน
-ห้ามภรรยาแต่งตัว แต่งหน้า หวีผม ตัดผมหรือร้องรำ ทำเพลง
-ห้ามคนที่อยู่บนเรือนพูดกับคนที่อยู่บนพื้น
-ห้ามนั่งไม้กระดานแผ่นเดี่ยวกันกับผู้ชาย.
-ให้ผู้ชายในบ้านนำสุราไปเซ่นศาลประกรรม เดือนละครั้งจนกว่าคณะคล้องช้างจะกลับมา
-ห้ามนั่งบนขั้นบันไดบ้าน
-ห้ามชักฟืนออกจากเตา ขณะประกอบอาหาร

เสร็จแล้วหมอกับมะก็จะขึ้นขี่ช้างต่อมุ่งหน้าสู่ป่าที่เป็นสถานที่นัดหมายประจำของหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณสถานที่ตั้งศูนย์คชศึกษา โดยหมอช้างจะนั่งอยู่ที่ตำแหน่งคอช้างส่วนมะ ซึ่งเป็นผู้ช่วยจะนั่งอยู่ที่ท้ายช้างถัดจากโทน และเนื่องจากการออกไปคล้องช้างป่ามีข้อห้ามหลายข้อโดยเฉพาะคนที่จะไปคล้องช้างป่าได้จะต้องเป็นหมอช้างเท่านั้น ดังนั้นก่อนจะเดินทางใครที่ยังไม่เคยออกคล้องช้างคือไม่ปะชิเป็นหมอช้างมาก่อน กรรมหลวงหรือครูบาใหญ่หัวหน้าคณะโพนช้างก็จะทำพิธีปะชิให้

พิธีปะชิหมอ

พิธีประชิหมอคือ พิธีแต่งตั้งหมอใหม่ ซึ่งเป็นการแต่งตั้งควาญช้าง หรือมะที่ไม่เคยออกไปโพนช้างหรือเคยแต่อยู่ในตำแหน่งของมะคือ "ท้ายช้าง" ขึ้นเป็นหมอใหม่ การประชิหมอนี้กรรมหลวงจะเป็นผู้ประกอบพิธีในเชิงพิธีที่จัดสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ โดยก่อกองไฟขึ้น 3 กอง และหมอช้างทั้งหมดมาล้อมวงกัน ตรงกลางตั้งเชือกบาศก์ (เชือกประกรรม) หลังจากนั้นผู้ที่จะเป็นหมอใหม่ต้องนำขันใส่ผ้าขาวพร้อมเงินอีก 6 สลึง มาบูชาครูต่อจากนั้นกรรมหลวงก็จะกล่าวคำยกหมอว่าขออัญเชิญพระทั้ง 12 รวมถึงพระครูผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้มาครอบหมอจนมีความชำนาญในการคล้องช้างป่าขอให้มีโชคลาภคล้องช้างได้มาก พร้อมกับปฏิญาณตนไม่ฆ่าช้าง ไม่ยิงช้าง จะปฏิบัติตามแบบของพระครูหมอเฒ่าทุกประการ หมอช้างก็ว่าตามพร้อมกัน หลังจากนั้นกรรมหลวงก็จะพรมน้ำมนต์ให้กับหมอใหม่แล้วให้หมอใหม่ดื่มน้ำผสมสมูลช้างพ่นใส่เชือกบาศก์ แล้วก็ขึ้นขี่ช้างทำท่าคล้องช้างป่า แล้วก็กลับลงมาหุงข้าวที่กองไฟทั้ง 3 กอง เสร็จแล้วก็ยกขันน้ำ ผ้าขาว และเงิน 6 สลึง ให้กับกรรมหลวงไปเป็นอันเสร็จพิธีประชิหมอ ต่อจากนั้นกรรมหลวงก็จะทำการแบ่งช้างต่อออกเป็นกองกองละ 3 เชือก โดยในแต่ละกองจะประกอบด้วยช้างต่อของหมอช้างอันดับต่างๆ คือตำแหน่งข้างขวาเป็นต่อของหมอสะดำต่อที่ 2 คือต่อของหมอเสดียงอยู่ข้างซ้าย ต่อที่ 3 คือต่อช้างต่อของหมอจะอยู่ตรงกลาง แบ่งกันดังนี้จนครบ ดังนั้นในแต่ละกองจะประกอบด้วยช้างต่อ 3 เชือก หมอช้าง 3 คน และมะอีก 3 คน แต่เฉพาะกองแรกนั้นให้ถือกรรมหลวงอยู่ในตำแหน่งขวาแทนหมอสะดำ เสร็จแล้วกรรมหลวงก็จะซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับกฏกติกาข้อปฏิบัติตนรวมถึงข้อห้ามต่างๆ ที่ต้องยึดถือตลอดระยะเวลาที่ออกเดินทางไปคล้องช้างป่าให้ทราบโดยทั่วกัน ข้อห้ามต่างๆ ได้แก่ห้ามสูบบุหรี่บนหลังช้าง ห้ามสูบบุรี่ในที่พักช้างห้ามกินตับและไขมันต่างๆ ยกเว้นหมอช้างที่อยู่ขวาของกองคือหมอสะดำนอกจากนี้หามพูดภาษาอื่นให้พูดเฉพาะภาษาผี

ลำดับหมอช้าง

 -กรรมหลวง (ครูบาใหญ่) เป็นหมอข้างอันดับสูงสุดโดยในแต่ละพื้นที่จะมีเพียงคนเดียว ถือเป็นจ้าวเถื่อนสามารถประกอบพิธีทุกอย่างในนามของพระครูได้ โดยทั่วไปจะจับช้างป่าได้ตั้งแต่ 10-15 ตัวขึ้นไป

-ครูบา คือหมอช้างในตำแหน่งสะดำที่ได้รับแต่งตั้งจากครูบาใหญ่หรือกรรมหลวงให้เป็นหัวหน้ากองในขบวนช้างต่อ

-หมอสะดำ เป็นหมอเบื้องขวา จับช้างป่าได้ตั้งแต่ - ตัว และได้รับการแต่งตั้ง

-หมอสะเดียง เป็นหมอเบื้องซ้าย จับช้างป่าได้ตั้งแต่ 1-5 ตัว และได้รับการแต่งตั้ง

-หมอจา คือหมอใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้ง แต่ยังจับช้างไม่ได้เลย

-มะ คือผู้ช่วยหมอช้างจะนั่งอยู่ตอนท้ายของช้างต่อทุกเชือก

(ในเรื่องจำนวนช้างกับการเลื่อนตำแหน่งหมอช้างนี้ จะขึ้นกับกำหลวงแต่ละสายว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้ใครเมื่อใด ซึ่งนอกจากจำนวนช้างแล้เวยังขึ้นกับความเหมาะสมของบุคคลและชนิดของช้างที่คล้องได้ เช่น ช้างงาเอก หรือช้างนาย ก็จะเป็น 15 เท่า หรือ 5 เท่าของช้างปกติ เป็นต้น)

ภาษาผี

กติกาในการออกไปโพนช้างของชาวกวยมีอยู่มากมายที่ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และที่น่าสนใจก็คือการกำหนดให้ทุกคนที่ติดตามคณะหมอช้างออกไปคล้องช้างพูดกันด้วยภาษาที่ปกติจะไม่พูดกันซึ่งเรียกว่า "ภาษาผี" ภาษาผีเป็นภาษาระหัสที่เข้าใจกันในหมู่พวกกวยคล้องช้าง ภาษาผีที่น่าสนใจเช่น "ฮ่องจาว" แปลว่า ลำห้วย "กำพวด" แปลว่ากองไฟ "ใจดี" แปลว่า พริก "จังวา" แปลว่าปลาต่างๆ "อ้วน" แปลว่า น้ำ เป็นต้น

ระเบียบในการโพนช้าง

นอกจากการใช้ภาษาผีแล้วผู้ร่วมขบวนคล้องช้างต้องเซ่นหนังประกรรมก่อนรับประทานอาหารทั้งเช้าและเย็นทุกวัน ขณะหยุดพักช้างที่ใดต้องยกหนังประกรรมลงวางใกล้หมอสะดำห้ามข้ามหนังประกรรม ห้ามไม่ให้ร้องรำทำเพลงหรือทะเลาะวิวาทกันตลอดการเดินทาง ห้ามช้างต่ออื่นเดินนำช้างครูบาใหญ่โดยทั้งหมดต้องเดินเรียงกันตามาลำดับชั้นของหมือคือ หมอสะดำ หมอเสดียงและหมอจา เมื่อหยุดพักช้าง กองช้างทั้งหลายจะหยุดเหนือหัวหน้ากองไม่ได้และเวลานอนตั้งหันศีรษะไปทางหัวหน้ากอง เวลารับประทานาอหารต้องให้หัวหน้ากอง (หมอสะดำ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นครูบาใหญ่) รับประทานก่อน เวลานอนต้องให้ครูบานอนก่อน เวลาเช้าหมอช้างอันดับรองต้องเอาน้ำอุ่นมาให้ครูบาล้างหน้าบ้วนปากทุกวันจนกว่าจะกลับ เมื่อจะนั่งให้พักช้างให้เอาหนังวัวหนังควายรองก้น ถ้านั่งข้างนอกให้เอาใบไม้รองนั่ง ห้ามไม่ให้ชี้สิ่งใดแบบเหยียดนิ้วให้งอนิ้วเล็กน้อย ข้าวให้รับประทานกันครั้งละครึ่งกะลามะพร้าวเท่ากัน ทุกคนจนกว่าจะกลับบ้าน มะทุกคนที่อยู่ท้ายช้างป่าทุกคนก็ห้ามใส่เสื้อผ้านุ่งกางเกงใดๆ ยกเว้นผ้าโจงกระเบน และเมื่อออกเดินทางไปจับช้างป่าห้ามทุกคนเรียกชื่อเดิมกัน แต่ให้เรียกตำแหน่งด้วยชื่อช้างต่อแทน เช่น หมอช้างที่ขี่ช้างต่อที่ชื่อทองแดง ก็จะเรียกว่า ประกำอ้ายทองแดง หรือถ้าจะเรียกมะมะก็ให้เรียก มะอ้ายทองแดง เป็นต้น กฎระเบียบทั้งหลายนี้กรรมหลวงจะประชุมชี้แจงจนเป็นที่เข้าใจก่อนที่จะยกขบวนเดินทางจากหมู่บ้านเข้าสู่ป่าใหญ่อันเป็นที่อยู่ของช้างป่า

เส้นทางโพนช้าง

เดิมทีในสมัยที่ป่าดงในภาคอีสานยังอุดมสมบูรณ์และทางราชการยังอนุญาตให้จับช้างป่าเส้นทางการคล้องช้างของชาวตากลางจะอยู่ไม่ไกลนัก เนื่องจากช้างป่ามีอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นป่าดงพญาเย็น ป่าดงใหญ่ ป่าแถวอำเภอวังสระพุง จังหวัดเลย แม้กระทั่งป่าดงภูดินใกล้ๆ หมู่บ้านก็มีช้าง แต่ต่อมาภายหลังจากการสูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาลทำให้ปริมาณช้างป่าลดลง เส้นทางของขบวนคล้องช้างจึงมุ่งลงทางใต้และทางตะวันออก โดยใช้เส้นทางผ่านช่องเขาพนมดงรักในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เช่น ด่านมะเฟือง จังหวัดศรีสะเกษ ด่านช่องจอม และด่านท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ด่านแปดอุ้ม จังหวัดอุบลราชธานี เข้าสู่ป่าในเขตประเทศกัมพูชา แล้วลัดเลาะติดตามหาโขลงช้างป่าไปทางตะวันออกเรื่อยไปจนถึงแขวงจำปาศักดิ์ เช่นที่บ้านพะโค บ้านพะไลย บ้านสมิง และบ้านตะโหนด เนื่องจากพื้นที่แถบนี้จะมีช้างป่าอาศัยอยู่มาก บางโขลงมีสมาชิกนับร้อยตัว ซึ่งถือว่าเป็นโขลงช้างป่าที่ใหญ่มาก

ขบวนช้างต่อ

เสียเป่าเสนงเกล (แตรที่ทำจากเขาควาย) ดังไปทั่วหมู่บ้านในระแวกใกล้เคียงเพื่อบอกกล่าวผู้เป็นญาติมิตรตลอดจนบุตรธิดาและภรรยาให้ได้ทราบว่าการเดินทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอันตรายของผู้เป็นที่รักได้เริ่มต้นขึ้นแล้วพวกเขาจะกลับมาหรือไม่ ถ้ากลับจะกลับมาเมื่อไรในสภาพอย่างไรนี่คือคำถามในใจของทุกคน แต่สิ่งเดียวที่คนอยู่ทางบ้านจะกระทำได้ ดีที่สุดเพื่แสดงความรักความเป็นห่วงต่อสมาชิกที่ร่วมขบวนโพนช้างก็คือการรักษาคำมั่นสัญญาต่อประกรรม นับแต่นี้ไปทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อห้ามทุกข้ออย่างเคร่งครัดที่สุด

ขบวนช้างต่อนำโดยกองช้างของกรรมหลวงซึ่งเป็นกองที่อนุโลมให้กำหลวงอยู่ในตำแหน่งสะดำตามด้วยกองที่เหลือ โดยทุกกองจะเดินกันตามลำดับชั้น คือ ช้างต่อหมอสะดำตามด้วย ช้างต่อหมอเสดียง และช้างของหมอจา ทั้งหมดจะรอนแรมมุ่งสู่ถิ่นช้างป่า ถึงเวลาหยุดพักก็จะพักกันเป็นชมรม แต่ละชมรมจะอยู่ใกล้ๆ กันตามที่ได้แบ่งไว้ แต่ก่อนจะรับประทานอาหารต้องแบ่งอาหารใส่ใบไม้นำไปเซ่นหนังประกรรมที่ยกมารวมกันไว้ โดยกล่าวเป็นภาษาผีว่า "เครียะกรวดเครียะทราย ขอให้พบโมงหลาย ขอให้เฉลยมาก ขอให้อยู่กลางกระดาษโคก ขอให้หมาน ขอให้จุการขอให้รักสมรักษา ความเจ็บอย่าให้ได้ความไข้อย่าให้มี ขอให้อยู่ดีมีแฮง" แปลได้ว่าเมื่อกินข้าวกินมันแล้วก็ขอให้ให้ได้พบโขลงช้างมาก สามารถจับช้างป่าได้มากและขอให้ช่วยปกป้องรักษาให้มีสุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยไม่ไข้ ทำเช่นนี้ทุกวันจนกว่าจะกลับ ยามเย็นจวนจะมืดค่ำในแต่ละกองหมอเสดียงหมดจาและมะ ต้องก่อกองไฟ 2 กอง อยู่ข้างซ้าย และขวาห่างจากครูบาใหญ่ ข้างละ 5 ศอก แล้วคอยหาฟืนมาใส่ไฟพร้อมกับพูดเป็นภาษาผีว่า "ถวายกำพวด ขอรักสมรักษาช้างต่อหมอควาญ หลักให้ยอ ตอให้เว้น ไม่อย่าซนตีน ตีนอย่าซนเล็บ" แปลว่าขอถวายไฟขอให้ช่วยปกปักรักษาช้างตอและหมอควาญอย่าให้เล็บและเท้าชนหลักชนต่อทำเช่นนี้ทุกคืน